เมื่อคนไม่มีเวลา (ขี้เกียจ) อยากปลูกต้นไม้ Part 1

     ชีวิตในเมือง ชีวิตแบบมนุษย์กล่อง พื้นที่ใช้สอยรอบๆ ที่พักอาศัยค่อนข้างน้อยเสียเหลือเกิน ค่อนข้างจะให้คนรักต้นไม้อย่างเราๆ ต้องคิดหนัก จะปลูกยังไงดี ดินก็ไม่มี พื้นที่ก็น้อย เวลาจะมานั่งดูแล พรวนดิน ให้ปุ๋ยก็แทบจะไม่มี พอมานั่งคิดอยู่สักพักก็ได้ไอเดีย การปลูกผักแบบไม่ใช้ดิน (Soilless Culture) จริงๆ การปลูกพืชผักประเภทนี้ก็มีตั้งหลายอย่าง ถ้าจะให้สะดวกในการจัดการดูแลตามสไตล์คน ไม่มีพื้นที่ ไม่มีดิน ไม่มีเวลา(ขี้เกียจ) แม้กระทั่งนั่งพรวนดิน คงหนีไม่พ้นการปลูกพืชในสารละลาย หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า Hydroponics

20160112_100940

    เริ่มแรก ก็ทำความรู้จักกับไฮโดรโพนิกส์ (Hydroponics) สักหน่อย คอนเซ็ปต์ค่อนข้างจะตรงตัว  “Hydroponics มาจากภาษากรีก 2 คำ Hydro ที่แปลว่า น้ำ และ Ponos ที่แปลว่า ทำงาน พอจับมารวมกัน ก็หมายถึง การปลูกพืชที่ใช้กระบวนการทำงานของน้ำ (สารละลาย) เป็นหลัก น้ำที่เราใช้ปลูกพืชผักแบบนี้ จะเต็มไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นในการเจริญเติบโตของพืชครบถ้วน เราก็เลยเรียกน้ำที่ใช้ปลูกนี้ได้ว่า สารละลาย

หัวใจหลักๆ ของไฮโดรโพนิกส์ คือ (1) สารละลายที่มีสารอาหารครบถ้วน และเพียงพอตลอดการเจริญเติบโต (2) การไหลผ่านของสารละลายตลอดเวลา เพื่อเพิ่มออกซิเจนให้กับรากพืช (3) วัสดุที่เป็นโครงสร้างในการช่วงพยุงลำต้นให้ตั้งตรง ถ้าจะพูดถึงการปลูกไฮโดรโปนิกส์อย่างละเอียดยิบในทีเดียว คงเป็นไปได้ยากที่ทั้งหมดที่กำลังจะเล่าสู่กันฟังนี้จะเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง และไม่มีข้อมูลตกหล่น เอาเป็นว่าเรามาเริ่มต้นเรียนรู้การปลูกแบบไฮโดรโพนิกส์ตามสไตล์เรา ไปพร้อมๆกันจะดีกว่า

ก่อนอื่นเลยก็ต้องหาอุปกรณ์มาเซ็ทระบบไฮโดรโปนิกส์ของเรา สำหรับมือใหม่อาจจะหาซื้อชุดอุปกรณ์ทั้งหมดได้จากแหล่งขายของสำหรับไฮโดรโพนิกส์ หรือสั่งซื้อออนไลน์ให้มาส่งถึงที่พักเลยก็ได้ ที่สำคัญอย่าลืมปุ๋ยสำหรับปลูกด้วยนะ สำหรับนักปลูกไฮโดรโปนิกส์จะเรียกปุ๋ยพวกนี้จนติดปากว่า ปุ๋ย AB

IMG_20151213_135733

         เตรียมชุดปลูกให้พร้อม ปุ๋ยพร้อม เมล็ดพันธุ์ผักพร้อม คนปลูกผักพร้อม ก็เริ่มลุยได้ ก่อนอื่นเลยเซ็ทชุดปลูกให้ครบเป็นรูปเป็นร่างที่พร้อมใช้งานได้

หน้าตาเซ็ทปลูกที่ผู้เขียนได้จัดหามาก็เป็นแบบในภาพเลย เซ็ทไม่ใหญ่มากเหมาะสำหรับมือใหม่อย่างเรา หากสั่งสินค้าออนไลน์ จะให้ดีก็เพาะเมล็ดสลัดใส่ฟองน้ำรอไว้เลย พออุปกรณ์มาถึงจะได้ย้ายกล้าพอดี (อายุกล้าประมาณ 7-10 วัน) ตอนที่กล้าเริ่มมีใบจริงออกมาบ้างแล้ว

<<<< พอจัดหาชุดปลูกได้ก็รีบประกอบเลย จะได้เดินหน้าย้ายกล้าต่อในวันพรุ่งนี้ (แอบเพาะกล้าไว้ก่อนหน้านี้แล้ว)

ผู้เขียนได้เพาะเมล็ดผักสลัดในฟองน้ำไว้ล่วงหน้ามาสัปดาห์กว่าๆ   โดยเลือกเมล็ดผักสลัดมาเพาะ 3 พันธุ์ เพราะไม่รู้ว่าแบบไหนจะอร่อย การเพาะก็แสนจะง่าย เพาะในฟองน้ำสำหรับปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ทำฟองน้ำให้ชุ่มไปด้วยน้ำ และวางฟองน้ำลงบนถาด หรือภาชนะอะไรก็ได้ ให้น้ำท่วมสักครึ่งของฟองน้ำ แล้วหยอดเมล็ดลงในรอยแยกของฟองน้ำไม่ต้องลึกมาก แค่ฟองน้ำสามารถปิดเมล็ดได้ก็พอ พอครบ 10 วันก็จะได้ต้นกล้าผักสลัดเหมือนภาพด้านล่าง

20160108_112252 20160108_112155
IMG_20151213_135849แต่ก่อนจะย้ายต้นกล้าผักสลัดได้ เราต้องเตรียมสารละลายให้พร้อมก่อน สูตรของสารละลายนั้นแตกต่างกันไปแล้วแต่ส่วนผสม และผู้ผลิต ปุ๋ยสำหรับผักไฮโดรโปนิกส์ที่เราหาซื้อมาอาจจะอยู่ในรูปของของเหลว หรือของแข็งก็ได้ โดยปกติสารจะประกอบไปด้วยสาร A และสาร B สาร A มีแคลเซียมไนเตรท และพวกเหล็ก ส่วนสาร B ประกอบด้วย โปแตสเซียมไนเตรท แมกนีเซียม โมโนโปแตสเซียม และธาตุ เสริมต่างๆ

การผสมสารละลายให้ผสมตามอัตราส่วนที่ฉลากปุ๋ยระบุมา แต่โดยทั่วไปแล้วเมื่อได้สารละลายเข้มข้น จะเจือจางด้วยน้ำในอัตราส่วน 1 : 200 ส่วนปริมาตรก็เตรียมให้พอที่จะให้น้ำหมุนเวียนพอสำหรับรางไฮโดรโปนิกส์ของเรา อีกสองอย่างที่จำเป็นในการผสมปุ๋ยคือ เครื่องมือวัด EC และเครื่องมือวัด pH สารละลายที่ได้จากการผสมระหว่างสารละลายเข้มข้นและน้ำ (น้ำปุ๋ย) อย่างเข้ากันทั่วถึงแล้ว ควรจะมีค่า EC ประมาณ 2.00 หากค่า EC สูงเกินไปให้เติมน้ำเปล่าลงไปเพิ่ม หากค่าที่ได้ต่ำเกินไปให้เติมสารละลายเข้มขนลงไปในน้ำปุ๋ย การเติมน้ำ/สารละลายเข้มข้นควรจะค่อยๆ เติม ผสมให้ทั่ว แล้ววัดค่าดู เพราะค่า EC เปลี่ยนแปลงได้ง่าย แล้วแต่ปริมาตรการผสมในแต่ละครั้ง ในกรณีที่ผสมสารปริมาตรไม่มาก สารละลายเข้มข้นเพียง 1 หยด อาจทำให้น้ำปุ๋ยมีการเปลี่ยนแปลง EC ไปเยอะได้ ไม่สามารถจะบอกเป็นตัวเลขได้ เพราะความเข้มข้นของสารละลาย และอัตราส่วนระหว่างสารกับน้ำของปุ๋ยแต่ละสูตรต่างกัน

ในเรื่องของความเป็นกรดด่าง (pH) ในกรณีผักสลัดควรรักษาให้อยู่ในระดับ 5.8 – 6.5 เพราะเป็นช่วงความเป็นกรดด่าง ที่ทำให้พืชสามารถรับสารอาหารจากน้ำปุ๋ยได้ดีที่สุด ส่วนมากน้ำโดยทั่วไปจะมีความเป็นกลาง – ด่าง ( pH 7.00 ขึ้นไป) สารที่ใช้ในการปรับ pH ก็จะเป็นกรด เพื่อให้ pH ลดต่ำลง สำหรับน้ำปุ๋ยของผู้เขียนที่ผสมได้ก็มีค่า pH ประมาณ 7.5 จึงต้องปรับสภาพให้เป็นกรดมากขึ้น โดยใช้กรดไนตริกในการปรับ ค่อยๆ หยดกรด  ค่อยๆ คนให้เข้ากัน ค่อยวัดค่า pH อยู่เรื่อยๆ จนได้ pH ประมาณ 6.5 เป็นอันเสร็จสิ้นการเตรียมปุ๋ย
ได้น้ำปุ๋ยที่พร้อมจะย้ายปลูกแล้ว ก็ต่อปั๊มดูดแบบแช่น้ำ หรือที่เราใช้ในตู้ปลา หรืองานน้ำพุ เลือกปั๊มที่มีแรงมากพอสำหรับรางไฮโดรโปนิกส์ของเรา แต่ไม่แรงเกินไป พอได้ปั๊มเราก็ต่อปั๊มเข้ากับท่อ หรือสายยางที่จะส่งน้ำไปยังรางไฮโดรโปนิกส์ และวางตัวปั๊มลงในถังผสมปุ๋ย ที่เราเพิ่งได้ผสมปุ๋ยไปเมื่อครู่นี้ เสียบปลั๊กเข้ากับแหล่งจ่ายไฟที่เตรียมไว้ แนะนำว่าควรใช้ปลั๊กพ่วง (อุปกรณ์จ่ายไฟ) ที่สามารถใช้กลางแจ้งได้ และระหว่างจุดต่อปลั๊กจะต้องเหลียกเลี่ยงการสัมผัสน้ำ เพื่อความปลอดภัยของเราเอง

ต่อปั๊มแช่สำหรับดูดปุ๋ย และใช้ผ้ากรองปุ๋ยขาออกจากรางไฮโดรโปนิกส์ เพราะอาจมีตะกอนติดมาด้วย ซึ่งถ้าเข้าไปติดในปั๊ม จะมีผลให้ปั๊มทำงานได้ไม่เต็มที่ อาจจะเสียในที่สุด >>>20160108_111911

พอมาถึงจุดนี้หลายคน น่าจะเกิดคำถามแน่ๆ ว่าแล้วเราจะเลือกปั๊มอย่างไร การเลือกปั๊มแบบง่ายๆมีวิธีดังนี้

สิ่งที่ต้องสังเกตสำหรับคนที่เลือกซื้อปั๊ม หลักๆ ที่ตัวสินค้าที่เขาจะบอกไว้ ก็มี กำลังไฟ (Power) อัตราการไหลของน้ำ (Flow Rate) และแรงดันปั๊ม (Head) กำลังไฟบอกว่า ปั๊มใช้พลังงานไฟฟ้ามากเท่าไร บางคนที่อยากจะประหยัดไฟฟ้า สามารถเลือกดูปั๊มรุ่นที่มีอัตราไหลของน้ำ และแรงดันใกล้เคียงกัน แต่มีกำลังไฟฟ้าที่น้อยกว่าไปใช้ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้ต่างกันมากเท่าไร ถ้าไม่ซีเรียสเรื่องนี้ก็ข้ามขั้นตอนเปรียบเทียบกำลังไฟฟ้าของปั๊มไปได้เลย

สิ่งที่ผู้เขียนเลือกตอนซื้อปั๊ม จะดูอัตราไหลของน้ำ (ลิตร/ชั่วโมง) และแรงดัน (เมตร) เป็นสำคัญ

  • เราต้องรู้ก่อนว่าโต๊ะปลูกของเรามีความสูงเท่าไร และมีจำนวนรางเท่าไร
  • แรงดันของปั๊มต้องมีค่ามากกว่าความสูงของโต๊ะ (เทียบกันในหน่วย เมตร) เล็กน้อย หากมีค่ามากกว่าจนเกินไปอาจทำให้ต้องใช้ปั๊มที่มีกำลังไฟฟ้าสูงตามไปด้วย
  • จำนวนรางที่เราปลูก เมื่อนำมาหาร กับ อัตราการไหลของน้ำ เราพอจะรู้คร่าวๆ ว่าน้ำในแต่ละรางจะไหลด้วยความเร็ว (ลิตร/วินาที) เท่าไร โดยทั่วไปรางปลูกไฮโดรโปนิกส์ จะมีวาล์วสำหรับปรับอัตราไหลของน้ำก่อนที่จะลงราง เพื่อช่วยปรับแรงดันน้ำที่จะออกสู่รางสม่ำเสมอกันทุกราง

แค่นี้เราก็สามารถเลือกปั๊มสำหรับปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ด้วยตัวเองได้แล้ว